7 เทคโนโลยีการปลูกผมที่คนทั่วโลกกล่าวถึง

/ / News&Events, เรื่องน่ารู้

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม ผมร่วง ผมบาง รังแค หรือศีรษะล้าน ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจในหลายๆ เรื่อง เพราะต้องยอมรับว่าผมเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เราดูดีในแบบของตัวเอง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาเส้นผมหรือหนังศีรษะแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือ การปลูกผม

BHI Clinic มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผม ที่มีประสบการณ์ตรงที่ช่วยวิเคราะห์ปัญหาของคนไข้อย่างชัดเจน รวมถึงการเลือกวิธีการรักษาและเทคนิคที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคน ซึ่งปัจจุบัน BHI Clinic มีเทคโนโลยีการปลูกผมอยู่หลายประเภท

1. FUE ศัลยกรรมปลูกผมแบบเจาะ ไร้แผลกรีด

FUE (Follicular Unit Extraction) ศัลยกรรมปลูกผม ด้วยเทคนิคเจาะย้ายรากผมโดยไม่ต้องผ่าตัด เสมือนไร้รอยแผล โดยใช้เครื่องมือเฉพาะคล้ายเข็มฉีดยา ขนาดหัวเจาะ 0.8 – 1.0 มิลลิเมตร ทำการเจาะย้ายเซลล์รากผม

เทคนิคการปลูกผมแบบเจาะ FUE ต้องใช้ความปราณีตและดูแลโดยศัลยแพทย์ปลูกผมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองระดับ American Board Certified เพื่อผลลัพธ์การปลูกขึ้นของรากผม ทำให้อัตราการบอบช้ำลดลง และทำการปลูกจำนวนกราฟท์ได้มากขึ้น

เทคนิค FUE ไม่ต้องผ่าตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ไม่มีการเย็บแผล ไม่ต้องตัดไหม มีเพียงแผลเป็นจุดเล็ก แทบมองไม่เห็นในการปลูกผม ใช้เพียงยาชาเสริมด้วยยานอนหลับขนาดเบา พักฟื้นได้เร็ว แผลหายเร็ว และไม่เจ็บ

2. Non-Shaven FUE เทคนิคปลูกผมแบบปรับรูปหน้า

ศัลยกรรมปลูกผมเทคนิค Non-Shaven FUE เน้นการปลูกผมเพื่อปรับรูปหน้าให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เป็นเทคนิคปลูกผมที่ได้รับความนิยมสูงทั้งหญิงและชาย 

เนื่องจากเป็นเทคนิคเฉพาะจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในการออกแบบเส้นผมให้เหมาะกับรูปหน้า Non-Shaven FUE เป็นเทคนิคการปลูกผมแบบไม่โกนต้อง ใช้ความละเอียดและปราณีตอย่างมาก ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่ามาก ไม่ต้องโกนผม และใช้เวลาไม่นาน

3. Body Hair Transplantation เทคนิกขั้นสูง สยบปัญหาศีรษะล้า

หลายคนอาจคิดว่าการปลูกผม ต้องใช้แค่รากผมบริเวณท้ายทอยเท่านั้น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เราสามารถใช้รากผมจากส่วนอื่นๆ ในร่างกายมาทดแทนผมที่ร่วงไป โดยบริเวณที่นิยมนำมาใช้ปลูกทดแทนมากที่สุดคือ หนวดเครา หรือส่วนอื่นๆ ที่สามารถปลูกทดแทนได้

Body THair Transplantation เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาศีรษะล้านมาก เป็นศัลยกรรมย้ายรากผม ที่ใช้ต้องทักษะในการผ่าตัดขั้นสูง ศัลยแพทย์ที่ทำได้มีจำนวนไม่มาก

4. FUT ปลูกผมเทคนิกแผลเล็ก เส้นผมใหม่ขึ้นดกและดี

ศัลยกรรมปลูกผมด้วยการย้ายราก FUT (Follicular Unit Transplantation) เป็นเทคนิคที่มีมานานกว่า 30 ปี เป็นการผ่าตัดย้ายเซลล์ผิวหนังด้านหลังท้ายทอย เพื่อนำมาคัดแยกแล้วนำกลับไปปลูกถ่ายในตำแหน่งที่ต้องการ

ขั้นตอนเหล่านี้ต้องทำโดยศัลยแพทย์และผู้ช่วยที่มีความเชี่ยวชาญสูง ต้องใช้ความละเอียดในการแบ่งเซลล์รากผมผ่านกล้องจุลทรรศน์ ขั้นตอนการผ่าแบบ Strip หรือ FUT จะทำให้เกิดแผลเป็นที่ท้ายทอยเป็นทางยาว แต่แผลมีขนาดเล็กเท่ารอยดินสอขีดและผมที่เหลืออยู่ที่ท้ายทอยจะปรกลงมาปิดแผลได้

ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ได้ปริมาณรากผมจำนวนมาก และสามารถปลูกในบริเวณที่กว้างกว่า กราฟท์หรือกอผมที่ได้มีความบอบช้ำน้อย อัตราการขึ้นดี 

ข้อจำกัด คือมีแผลเป็นยาวที่ต้องการการปกปิดมีระยะเวลาในการพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ และเจ็บกว่าแบบเจาะ (หรือ FUE)

5. PRP เกร็ดเลือดกระตุ้นเซลล์รากผม

PRP (Platelet Rich Plasma) เป็นการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นเพื่อกระตุ้นและบำรุงเซลล์รากผม โดยใช้เกล็ดเลือดของคนไข้เอง เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย 

ประสิทธิภาพการทำ PRP ขึ้นอยู่กับเทคนิกเทคโนโลยีของแต่ละสถานบริการ การเลือกตำแหน่งฉีดเกร็ดเลือดบนหนังศีรษะ และปริมาณเกร็ดเลือดที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลในขั้นตอนซึ่งมีความละเอียดสูง เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูการทำงานของเซลต่างๆ บริเวณรากผมอย่างมีประสิทธิภาพ

6. รักษาผมร่วงด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ

การรักษาผมร่วงด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ Low Level LASER Therapy (LLLT) เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วงจากพันธุกรรม ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นแสงในช่วง 630-670 นาโนเมตร มีประสิทธิภาพในกระตุ้นให้เซลเกิดการสร้างพลังงาน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และสารอาหารหล่อเลี้ยงรากผมและหนังศีรษะได้เต็มที่ จึงรักษาอาการผมร่วม ผมบาง ศีรษะล้าน และเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผม

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า เมื่อฉายเลเซอร์พลังงานต่ำ หรือที่เรียกว่า ‘Cold LASER’ ลงบนถาดทดลองที่บรรจุเซลรากผมไว้ พบว่า การเปลี่ยนแปลงในการเพิ่มจำนวนผมเมื่อระยะเวลา 16-24 สัปดาห์ และจาก Multicenter trial จึงมีข้อสรุปว่า การรักษาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำได้ผลจริง แต่ก็เหมือนกับการใช้ยา คืออาจได้ผลดีในระยะแรก หรือเพื่อประคับประคองไม่ให้การหลุดร่วงไปเร็ว และได้ผลตอบสนองดีในคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกราย

7. การแพทย์เชิงป้องกันและฟื้นฟู Regenerative Medicine

Regenerative medicine คือ การกระตุ้นรากผมให้กลับมามีชีวิตชีวาด้วยหลักการของเซล ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า เซลรากผมของเราตอนเด็กๆ สามารถสร้างโปรตีนได้เต็มที่ ทำให้ผมมีสุขภาพดี แข็งแรง สีเข้ม นุ่มสลวย ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น เซลรากผมก็อ่อนแอตามกาลเวลา การจะทำให้ผมสวยเหมือนเดิมจึงต้องอาศัยการบำรุง ทว่า เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น เทคนิค Regenerative medicine จึงเข้ามาช่วยกระตุ้นเซลรากผมให้ฟื้นคืนชีพนั่นเอง

BHI Clinic มีความเชื่อและตั้งใจศึกษาในเรื่องของวิทยาการการรักษาทางเซล เรามีห้องปฏิบัติการที่สามารถทำการเลี้ยงเซลและมีการทำวิจัยอย่างเป็นระบบการรักษาที่เรามีได้แก่ PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้น) และการใช้เซลกระตุ้นรากผมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BHI Clinic

ที่ BHI Clinic ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำด้านการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ทีมศัลยแพทย์ทุกท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เราใช้เทคโนโลยีทันสมัย เน้นการดูแลเส้นผมแบบองค์รวมหรือบูรณาการ ผสมผสานการใช้เทคโนโลยีอย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ เป็น One Stop Service